Teeranat Kanjanauaksorn Foundation

Latest News:

ปีที่ 2 ฉบับที่ 7 เดือนมกรกฎาคม - ตุลาคม 2541

จดหมายข่าวเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ
ปีที่  2  ฉบับที่  7  เดือนมกรกฎาคม - ตุลาคม  2541
    
นับแต่ตุลาคม 2540 วันที่เรามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้มีเหตุการณ์ที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายอย่าง อาทิเช่น ความพยายามที่จะใช้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่กรณีท่อก๊าซพม่า  กรณีโตแย้งการจับกุมคุมขังชาว
ปะหล่องที่เชียงดาว ลแะการเข้าชื่อเพื่อเสนอให้มีการพิจาณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการซึ่งเป็นร่างที่จัดทำโดยคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามมติรัฐมนตรี มุ่งให้เกิดการจัดการกับปัญหาอย่างครบวงจร มีการบริหารจัดการกองทุนเงินทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพแบบมีส่วนร่วมแต่รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบเปลี่ยนไปถึงสามคนแล้ว ก็ยังมีการนำเสนอเข้าสู่สภา ฯ คณะนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าชื่อกันเลยจำนวน 2 หมื่นคนไปแล้ว คาดว่าจะเข้าสู่หมื่นที่ 3 ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อใช้สิทธิเสนอร่างพระราชบัญญัติตามมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญ
    
การเข้าชื่อของผู้สิทธิเลือกตั้ง 5 หมื่นคน เพื่อเสนอร่างกฎหมายให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ กำลังได้รับความสนใจจากคนหลายฝ่าย เนื่องจากกฎหมายของเราตามไม่ทันกับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลงและออกกฎหมายใหม่มีมากมาย  แต่สภาฯ ของเรามีอายุการทำงานที่ค่อนข้างสั้น ขณะที่กฎหมายแต่ละฉบับใช้เวลานานมากกว่าจะผ่านขั้นตอนตั้งแต่การยกร่างจนมาถึงสภาฯ และผ่านการพิจารณา 3 วาระ ออกมาเป็นกฎหมายใช้บังคับได้ จึงมีร่างกฎหมายรออยู่มากมายที่จะเข้าสภาฯ กฎหมายบางเรื่องก็ไม่ได้รับความสนใจ  มีโอกาสน้อยมากที่จะเข้าสู่การพิจารณาหรือแม้แต่มีการ่างขึ้นประชาชนจำนวนมากที่รู้สึกว่าความจำเป็น  ความต้องการของตนไม่ได้รับการตอบสนอง  จึงต้องการใช้โอกาสที่รัฐธรรมนูญเปิดให้เสนอกฎหมายเอง  ผู้หญิงก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่ต้องการใช้สิทธินี้ด้วยเช่นกัน  เพื่อเสนอกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวกับ  ความเสมอภาคและการขจัดการเลือกปฏิบัติ
    
แม้ว่ากฎหมายกำหนดวิธีการใช้สิทธิดังกล่าวยังไม่มี  ประชาชนก็สามารถที่จะ เข้าชื่อกันเพื่อแสดงเจตนารมณ์ของตนได้ และร่างกฎหมายก็สามารถเข้าสู่สภาฯ ได้โดยผ่านช่องทางที่มีอยู่แล้ว คือผ่านทาง ส.ส.หรือคณะรัฐมนตรี  ซึ่งย่อมจะต้องให้ความสำคัญ  และละเลยมิได้ต่อเจตนารมณ์ของประชาชน  นอกจากนั้น
การมีผู้ใช้สิทธิยังสะท้อนถึงความจำเป็นที่จะต้องเร่งให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ออกมาอีกด้วย
    
การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ อีกกรณีหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากคนทั่วไปอย่างมาก คือ การใช้สิทธิมาตรา 219 ของ ส.ส. ฝ่ายค้านเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรว่า การเสนอพระราชกำหนด “พ.ร.บ. การเงินการคลัง 4 ฉบับของรัฐบาลขัดกับรัฐธรรมนูญ  ซึ่งประธานสภาผู้แทนฯ ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ  และได้ผลว่าไม่ขัดตามที่ทุกท่านได้ทราบแล้ว
    
การทำหน้าที่ของประธานสภา ฯ ในครั้งนี้ นับว่าเป็นการสร้างมาตรา ในการปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญ เพราะหากดูตามตัวอักษรแล้ว  รัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดช่องให้ประธานสภาฯ พิจารณาวินิจฉัยได้  เมื่อได้รับหนังสือที่  ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5  ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดเข้าชื่อกันมา  ประธานสภาฯ จึงต้องส่งเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ  ไม่มีสิทธิพิจารณาวินิจฉัยเอง
    
ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้ซึ่งหลายคนมองข้ามไป  คือ  หากประธานสภาฯ ใช้อำนาจวินิจฉัยไม่ส่งเรื่องต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ  ก็จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ประธานสภาฯ อาจใช้อำนาจวินิจฉัย  ตัดโอกาส
การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของ  ส.ส. ได้ นอกจากนั้นยังอาจนำไปสู่การทักท้วงตามมาว่าการกระทำของประธานสภาฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ  ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญ ตีความว่า  ขัดก็จะทำให้มติเห็นชอบ  พ.ร.บ. ที่ลงคะแนนกันไปก่อน  เกิดปัญหาขึ้นทันที  เพราะข้ามขั้นตอนไป  จะยิ่งทำให้เกิดความล่าช้า  วุ่นวายมาก
ขึ้นไปอีก
    
ตามหลักการประชาธิปไตย  การออกกฎหมายทุกฉบับต้องให้ประชาชนได้รับรู้  และตรวจสอบโดยผ่านผู้แทนราษฎรที่เขาเลือกตั้งให้เข้าไปใช้อำนาจแทนพระราชกำหนดจึงต้องเสนอให้สภาผู้แทนฯ พิจารณา  
แต่สภาฯ จะทำได้ก็เพียงลงมติรับหรือไม่รับเท่านั้น แก้ไขอย่างใดไม่ได้  ต่างอย่างสำคัญจากออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่สภาผู้แทนฯ สามารถพิจารณา  และตั้งกรรมาธิการมาช่วยดูแลตรวจสอบได้อย่างเต็มที่ ข้อเสียของการพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วน คือ ทำให้เกิดความล่าช้าได้  จึงต้องมีข้อยกเว้นไว้ว่าในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน รัฐมนตรีที่รับผิดชอบบริหารประเทศเห็นชอบก็สามารถเสนอเป็น  พ.ร.บ. ได้
    
แต่การออกกฎหมายอย่างรวดเร็วโดยไม่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบของผู้แทน
    
ซึ่งตามหลักการคือตัวแทนของประชาชนทุกกลุ่มทั่วประเทศ  ก็อาจะทำให้เกิดความไม่รอบคอบหรือไม่เสมอภาคกันในการคำนึงถึงผลกระทบได้กฎหมายบางฉบับให้คุณให้โทษแก่คนกลุ่มต่าง ๆ ไม่เท่าเทียมกัน  เช่น หากเราจะเก็บภาษีมรดก  แล้วให้คนที่มีมรดกมาก ๆ พิจารณากฎหมาย  ผลก็ย่อมจะออกมาต่างจากที่ให้คนไม่มีมรดกเข้าไปพิจารณา  หรือการที่ผู้พิจารณากฎหมายเป็นชายแทบทั้งหมด  ก็อาจทำให้ยากที่จะออกกฎหมายให้สิทธิผู้หญิงเพิ่ม ดังนี้เป็นต้น
    
จึงเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ทุกคนที่จะต้องคอยตรวจสอบให้แก่ประชาชนว่าการเสนอ พ.ร.บ.  แต่ละฉบับนั้นจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่  และรัฐธรรมนูญก็เปิดโอกาสให้มีการทักท้วงได้   หาก  ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5  ของทั้งหมดเห็นสมควรโดยการเข้าชื่อการยื่นหนังสือต่อประธานสภาฯ เราจึงควรมองเห็นข้อดีของการใช้มาตรา  219 ในรัฐธรรมนูญ แต่ขั้นตอนในการใช้สิทธิทักท้วง  พ.ร.ก  4 ฉบับที่ผ่านมา  ได้ทำให้เกิดคำถามและข้อสงสัย  เนื่องจากการใช้สิทธิทักท้วงนั้นเป็นไปอย่างฉุกละหุก ซึ่งฝ่ายค้านสมควรที่รับฟังข้อสงสัยและนำไปพิจารณาทำงานของตน
    
ในขณะเดียวกันฝ่ายรัฐบาลก็ควรคำนึงว่าการเสนอ  พ.ร.ก.  นั้นสามารถถูกทักท้วงได้  และหากไม่ใช่เหตุจำเป็นจริง ๆ การสร้างภาระหนี้เป็นเงินจำนวมหาศาล  ที่ผูกพันประชาชนทั้งประเทศไปจนถึงอนาคตยาวไกลควรจะทำโดยผ่านการเห็นชอบอย่างโปร่งใส  ให้ประชาชนได้รับรู้และร่วมตัดสินใจทั้งในการก่อหนี้และการใช้จ่ายจากเงินกู้นั้น  โดยผ่านผู้แทนของเขาตามครรลอง  ของระบอบประชาธิปไตย  เช่นเดียวกับการตัดสินใจใช้เงินงบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชน  ซึ่งต้องออกเป็นพระราชบัญญัติและผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบถึง 3 วาระ  เพราะหนี้สินที่เกิดขึ้น(ซึ่งมากพอ ๆ กับงบประมาณของประเทศ) ก็จะต้องชำระโดยเงินที่มาจากประชาชนเช่นเดียวกัน
    
นอกจากนั้นการใช้บังคับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่  ยังได้นำไปสู่การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่กำลังดำเนินอยู่ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ โทรคมนาคม หรือ กฎหมายเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น  ที่เมื่อแล้วเสร็จอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ในท้องถิ่นทั่วประเทศ ส่วนจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าประชาชน
แต่ละท้องถิ่นจะตื่นตัว  ในการปกป้องประโยชน์ส่วนรวมและสิทธิของตนแค่ไหน
    
ในหลักการของการปกครอง  หรือบริหารประเทศระบอบประชาธิปไตยนั้น  ประชาชนคือผู้มีอำนาจและมีความสำคัญที่สุดในการกำหนดอนาคต  และความเป็นไปของบ้านเมืองเพราะอำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน  อำนาจอธิปไตยนี้แบ่งเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ อำนาจบริหาร  อำนาจตุลาการ และอำนาจนิติบัญญัติ  
ซึ่งประชาชนใช้โดยผ่านผู้แทนที่ตนเองเลือก  แต่ในทางปฏิบัติหรือในความเป็นจริง  การใช้อำนาจต่าง ๆ
เป็นไปอย่างค่อนข้างตัดตอน  ขาดความสัมพันธ์กับที่มา
    
อำนาจเผด็จการและรัฐรวมศูนย์ที่คงอยู่เป็นเวลานานในบ้านเมืองของเรา
    
ได้ตัดโอกาสของประชาชนส่วนใหญ่ในการรับรู้ถึงอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบของตนที่มีแต่อำนาจนั้น  กลับได้เรียนรู้แต่เพียงหน้าที่ในฐานะเครื่องมือและปัจจัยทางการเมือง  ทางเศรษฐกิจเท่านั้น ประชาชนจึงตกเป็นฝ่ายถูกกำหนดมากกว่าที่จะได้เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเองตลอดมา
    
กระนั้นก็ตาม ศูนย์รวมของความสนใจ และการใช้ทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จากอดีตจนปัจจุบัน   ยังคงมุ่งเป้าไปที่รัฐ ที่ผู้แทน ผู้มีอำนาจ การเข้าสู่อำนาจรัฐ และการบริหารงานของข้าราชการ มากกว่าการส่งเสริมศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับประชาชน แม้จะมีการอ้างถึงประชาชนอยู่สม่ำเสมอ
    
ศักยภาพและความเข้มแข็งของประชาชนเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ “การมีส่วนร่วม” เกิดขึ้นได้อย่างเป็นจริง การมีส่วนร่วมนี้หมายถึงร่วมทั้งในด้านการรับรู้ข้อมูล ข่าวสาร การใช้ความคิด  การตัดสินใจการกำหนดนโยบาย การเสนอข้อมูล การรับภาระ และการตรวจสอบการใช้อำนาจ มิใช่เพียงบางส่วนโดยเฉพาะในส่วนของ การรับภาระ เท่านั้น
    
ตราบใดที่การมีส่วนร่วมเช่นนี้ไม่เกิดขึ้น  ประชาธิปไตยก็ยังไม่เป็นจริงการปฏิรูปการเมืองจึงต้องหมายถึงการช่วยสร้างกลไก และปัจจัยต่าง ๆ เพื่อเอื้ออำนวยให้การมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างทั่วถึงในด้านต่าง ๆ เกิดเป็นจริงในทางปฏิบัติด้วย และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี นักคิด นักวิชาการ และนักกฎหมาย ที่เคารพความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเสมอเหมือนกัน มาทำงาน ให้แก่การเมืองภาคประชาชนให้มากขึ้น
    
การเมืองภาคประชาชน เป็นปัจจัยชี้ขาดที่สำคัญต่ออนาคตของการเมืองไทย หากประชาชนอ่อนแอทางการเมือง “รัฐบาลที่ดี” และความมั่นคงทางการเมืองให้เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ผ่านมาเราไม่ได้ลงทุนใด ๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน  ได้แต่ทุ่มเททรัพยากรไปให้แก่การพัฒนาทางการเมืองของฝ่ายที่ยึดกุมทุนกับอำนาจรัฐ และในการทำให้ประชาชนของเรา กลายจากความเป็นมนุษย์ เป็นสมาชิกของชุมชนและสังคม ให้เหลือเพียงแค่เป็นปัจจัยการผลิตและปัจจัยทางการเมืองเท่านั้น
    
ในทางเศรษฐกิจก็เช่นกัน เราไม่ได้ลงทุนเพื่อทรัพยากรกำลังคนและสังคมที่มีคุณภาพในอนาคต แต่ลงทุนจนหมดตัวเพื่อผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินหรือตัวเลขเฉพาะหน้า เศรษฐกิจของเราจึงมีโครงสร้างที่ง่อนแง่น ปราศจากฐานที่มั่นคง ไม่ต่างอะไรกับการเมือง
    
ในปัจจุบันเราทุกคนต่างตระหนักถึงปัญหาขั้นวิกฤตของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกัน แต่เมื่อมาถึงการแก้ไขเรากลับลังเลกับการเปลี่ยนแปลง แสวงหาแต่ความเคยชินแบบเดิมๆ ที่สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าหากเราไม่ต้องการอยู่กับปัญหา ไม่ต้องการเผชิญกับวิกฤตอย่างไม่สิ้นสุด การเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นสิ่งจำเป็น และจะต้องมิใช่การเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยอย่าง
ค่อยเป็นค่อยไป เพราะการสู้กับปัญหาขนาดที่บ้านเมืองประสบอยู่  เราจะต้องก้าวกระโดดให้ไกลเพื่อให้พ้น  นั่นย่อมหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทิศทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ ทัศนคติของสังคม ฯลฯ
    
เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมมือกัน สร้างความเข้มแข็งให้แก่การเมือง
ภาคประชาชน  นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมของเรา และก้าวกระโดดไปพร้อม ๆ กันสู่สังคมที่มีความเสมอภาคในโอกาสมากกว่าที่แล้วมา  และหวังว่าการทำงานของเราจะมีส่วนช่วยในความร่วมมือนี้ไม่มากก็น้อย สวัสดีค่ะ...

ธีรนาถ กาญจนอักษร
ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ

ภาพกิจกรรม ข่าวสารล่าสุด (News feed) เว็บไซต์เพื่อนบ้าน ติดต่อเรา

เว็บไซต์เพื่อนบ้าน

whaf

มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง (สคส.)
สุขภาพ ทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ถือเป็นหัวใจสำคัญของสุขภาพผู้หญิง และสิทธิในสุขภาพทางเพศและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์เป็นสิทธิมนุษยชนของคนทุกคน
http://whaf.or.th/

   
sapaan

กลุ่มสะพาน
กลุ่มสร้างสื่อเพื่อความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ

http://www.sapaan.org/

 
rsat

สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย
เป็น องค์กรที่ทำงานในประเด็นความหลากหลายทางเพศ มีบุคลากรและเครือข่ายที่เข้มแข็ง มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและสร้างความเข้าใจต่อสังคม
http://www.rsat.info/trsf/  

   
nhrc

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
มุ่งสู่ความเป็นสถาบันที่สร้างสรรค์วัฒนธรรมและวิถีชีวิตสิทธิมนุษยชนในสังคม ไทย” โดยยึดในหลักการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และเคารพคุณค่าแห่งสิทธิเสรีภาพตลอดจนสร้างความเป็นธรรมในสังคม

http://www.nhrc.or.th/



ติดต่อเรา

สถานที่ติดต่อ

มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร
เลขที่ 4 ถนนเพชรเกษม ซอยเพชรเกษม24 แขวง/เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ 10160
โทร 02 868-4344 081 423-6896
โทรสาร 02 868-4344

Email: tkfthai@gmail.com