11 ปี ของการเดินทางคดีความภายใต้ “กระบวนการยุติธรรม”

11 ปี ของการเดินทางคดีความภายใต้ “กระบวนการยุติธรรม”

ความเป็นมา
ในช่วงพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2546  ได้มีการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ในจังหวัดภูเก็ตและจังหวัดอุบลราชธานี หลังจากนั้นมีรายงานข่าวว่าข้าราชการระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับคณะรัฐมนตรีได้แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ส่อเจตนาในทางชู้สาวกับนักข่าวหญิง เหตุการณ์ดังกล่าวสื่อมวลชนสายทำเนียบรัฐบาลเป็นผู้มีบทบาทนำในการเคลื่อนไหวแจ้งข่าวต่อสังคมสาธารณชนและต่อมาสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สื่อมวลชนในแขนงต่างๆ รวมทั้งองค์กรสตรีร่วมรณรงค์เผยแพร่ข่าวภัยคุกคามทางเพศที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คุณทิชา ณ นคร ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ ได้ร่วมเคลื่อนไหวโดยการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อ เช่น วิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ รวมทั้งเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เรื่อง“จดหมายจากองค์กรผู้หญิง” ถึงนายกรัฐมนตรี...สืบเนื่องประชุม ครม.สัญจร”เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อสังคมให้ตระหนักถึงปัญหาการใช้อำนาจหน้าที่คุกคามทางเพศ จากประเด็นข่าว(บิ๊กขี้หลี) “ผู้สื่อข่าวสตรีถูกคุกคามทางเพศจากนายตำรวจระดับสูง” จากเหตุการณ์ดังกล่าว พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ได้ยื่นฟ้องคุณทิชา ณ นคร เป็นคดีแพ่งและคดีอาญา มีรายละเอียดดังนี้

 คดีแพ่ง
พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มอบอำนาจให้นายบัญชา ปรมีศณาภรณ์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง คุณทิชา ณ นคร เป็นจำเลยในคดีแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ฐานความผิด ละเมิด เรียกค่าเสียหาย 100,000,000.-บาท(หนึ่งร้อยล้านบาท)

“ศาลชั้นต้น” พิพากษา “ยกฟ้อง”
ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าบทความที่ทิชาฯเขียนเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ชี้แนะ ตักเตือน นักข่าวผู้หญิงให้ระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ ทักท้วงการปฏิบัติตนของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติก็ถือว่าอยู่ในตำแหน่งที่ประชาชนและสื่อมวลชนอาจวิพากษ์วิจารณ์ได้ หากเห็นว่าประพฤติตนไม่เหมาะสม เป็นที่น่าเคลือบแคลงทั้งเป็นการเสนอแนะไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะเป็นปัญหาสังคมที่เกิดจากผู้มีอำนาจและเรื่องศักดิ์ศรีของผู้หญิงถือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม ซึ่งอยู่ในวิสัยที่ประชาชนและสื่อมวลชนสามารถกระทำได้ มิใช่เป็นการไขข่าวซึ่งเป็นข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงที่จะเป็นการละเมิดต่อโจทก์

โจทก์อุทธรณ์
"ศาลอุทธรณ์” พิพากษา “ยกฟ้อง”
ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าบทความของ ทิชาฯ ไม่ได้มีข้อความใดระบุถึงตัวโจทก์จึงไม่มีความเสียหายและพยานจำเลย (นักข่าวที่ถูกคุกคาม) ก็ได้เบิกความว่า พล.ต.อ.สันต์  ศรุตานนท์  เรียกไปพบและสอบถามเรื่องส่วนตัวว่า ทำไมตัดผมสั้น เรียนจบอะไรมา สูงเท่าไหร่ พร้อมกับชักชวนให้เดินทางกลับด้วยเครื่องบินตำรวจโดยไม่ได้ถามเรื่องติดบัตรนักข่าว ทำให้ตนอึดอัดฯ อีกทั้งบทความได้ชี้ให้เห็นปัญหาและข้อเสนอแนะเพื่อให้สังคมเข้าใจปัญหาและช่วยแก้ไขเพื่อให้สังคมเกิดความสงบสุข เป็นการแสดงความเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม มิได้มีเจตนาใส่ความโจทก์

คดีอาญา
จากเหตุการณ์ดังกล่าว พลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้มอบอำนาจให้ พลตำรวจตรีพจนารถ หวลมานพ แจ้งความดำเนินคดีกับ คุณทิชา ณ นคร ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสารต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ยื่นฟ้อง คุณทิชา ณ นคร เป็นจำเลยในคดีอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ฐานความผิด หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยโฆษณาด้วยเอกสาร โดยพลตำรวจเอกสันต์ ศรุตานนท์ แต่งตั้งทนายความเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการด้วย

table01

ดาวน์โหลดคำพิพากษา <<<